ประเทศจีนในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ต้องเผชิญกับความท้าทายในการผลิตอาหารให้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ รวมถึงต้องรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงทางอาหารและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป ด้วยเหตุนี้ จีนจึงหันมาให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามายกระดับการทำเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็น “การเกษตรอัจฉริยะ” (Smart Agriculture) ที่ใช้ทั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI), อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT), โดรน, บิ๊กดาต้า และเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตร
จีนมีแผนใช้เทคโนโลยีการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตในฤดูใบไม้ผลินี้ โดยมณฑลกุ้ยโจว มีการทำฝนเทียมด้วยอากาศยานไร้คนขับขนาดใหญ่ (UAV) Wing Loong-2H ที่จีนพัฒนาขึ้นในพื้นที่ปลูกธัญพืชที่สำคัญของกุ้ยโจว เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง
ขณะที่มณฑลเจียงซู มีการจัดตั้งสถานีอุตุนิยมวิทยาอัจฉริยะมากกว่า 2,000 แห่ง ใช้เทคโนโลยี Internet of Things เพื่อให้ข้อมูลด้านการเกษตรที่แม่นยำแก่เกษตรกร
ในเขตลิ่วเหอ เมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู มีพื้นที่ปลูกข้าวสาลีของเกษตรกรกว่า 600 ไร่ Yin Hongbao เกษตรกรบอกว่า มีการตั้งสถานีอุตุนิยมวิทยาอัจฉริยะ ที่สามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์จากเซ็นเซอร์มากกว่า 60 ตัว เช่น ความชื้นในดิน ปุ๋ย และศัตรูพืช
Yin กล่าวว่า ด้วยวิธีการนี้ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น โดยผลผลิตข้าวสาลีต่อหน่วยเพิ่มขึ้นจาก 250 เป็น 500 กิโลกรัม และผลผลิตข้าวต่อหน่วยเพิ่มขึ้นจาก 400 เป็น 700 กิโลกรัม
ในเกาทัง (Gaotang) มณฑลซานตง มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตแบบบูรณาการ ในการจัดการน้ำเพื่อผลิตข้าวสาลี ระบบการจัดการอัจฉริยะที่ใช้ Internet of Things สามารถควบคุมการให้น้ำข้าวสาลีตามข้อมูลความชื้นในดิน เพื่อประหยัดน้ำและปุ๋ย
Du Lizhi ช่างเทคนิคการเกษตร สํานักเกษตรและกิจการชนบทของเกาทังบอกว่า ระบบนี้สามารถประหยัดน้ำได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์และปุ๋ย 30 เปอร์เซ็นต์ และช่วยให้ข้าวสาลีต้านทานลมร้อนได้ดี ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวสาลีได้อย่างแท้จริง โดยเขาเป็น 1 ในช่างเทคนิคการเกษตร 18,000 คน ของมณฑลซานตงในโครงการพัฒนาการเกษตรอัจริยะของมณฑล
เทคโนโลยีสำคัญที่จีนใช้ในภาคเกษตร
- ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
จีนพัฒนา AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเพาะปลูก เช่น การคาดการณ์ผลผลิตจากภาพถ่ายทางดาวเทียม การตรวจจับโรคและแมลงศัตรูพืช รวมถึงการควบคุมเครื่องจักรอัตโนมัติในไร่นา ลดการพึ่งแรงงานคนและเพิ่มความแม่นยำในการทำเกษตร - อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT)
ระบบ IoT ช่วยเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์จากแปลงเพาะปลูก เช่น ความชื้นในดิน อุณหภูมิ สภาพอากาศ และระดับน้ำในแหล่งน้ำ ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถปรับตัวและวางแผนการเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น - โดรนและหุ่นยนต์เกษตร
จีนใช้โดรนเพื่อฉีดพ่นปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลงอย่างแม่นยำและประหยัด อีกทั้งยังใช้หุ่นยนต์สำหรับเก็บเกี่ยวผลผลิตในฟาร์มขนาดใหญ่ ทำให้ลดต้นทุนแรงงานและเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ได้อย่างชัดเจน - การใช้บิ๊กดาต้า (Big Data)
ข้อมูลจากฟาร์มต่าง ๆ ทั่วประเทศถูกรวบรวมและวิเคราะห์เพื่อใช้ในการวางนโยบายการเกษตรระดับชาติ และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรแต่ละรายแบบเฉพาะเจาะจง ช่วยให้การตัดสินใจทำเกษตรมีความแม่นยำและยั่งยืนยิ่งขึ้น - การประยุกต์ใช้ระบบดาวเทียมและแผนที่ดิจิทัล
จีนใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เพาะปลูก การวางแผนจัดการน้ำ การตรวจสอบสภาพดิน และการวิเคราะห์แนวโน้มการผลิตพืชผลต่าง ๆ
ผลลัพธ์ของการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะในจีน
- ผลผลิตเพิ่มขึ้น: เทคโนโลยีช่วยเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่และลดความสูญเสียจากปัจจัยภายนอก
- ลดต้นทุนแรงงาน: ด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติและเครื่องจักรแทนแรงงานคน
- การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ: เช่น การใช้น้ำและปุ๋ยอย่างเหมาะสม
- ส่งเสริมความยั่งยืน: ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน
บทสรุป
การเกษตรอัจฉริยะของจีนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้เทคโนโลยีมาเปลี่ยนแปลงภาคการเกษตรจากรูปแบบดั้งเดิมสู่การทำเกษตรที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น ในอนาคต จีนมีแผนที่จะขยายระบบเหล่านี้ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ากับนโยบายการพัฒนาชนบท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและความมั่นคงทางอาหารของชาติอย่างยั่งยืน
หากประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทยสามารถนำแนวคิดเหล่านี้มาปรับใช้ในบริบทของตนเอง ก็จะช่วยยกระดับภาคเกษตรและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวได้เช่นกัน.