เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นายชัยรัตน์ วงศ์มงคลสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟาร์มใหม่เทค จำกัด ได้ประกาศแผนลงทุนครั้งใหญ่กว่า 500 ล้านบาท เพื่อก่อสร้าง “โรงงานผลิตพืชไฮเทค” ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี โดยมีกำหนดแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการผลิตเต็มรูปแบบภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 โครงการนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเกษตรทั่วโลก เนื่องจากเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเกษตรแนวตั้งของภูมิภาค
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มกำลังการผลิตผักสดเท่านั้น แต่ยังเป็นการจุดพลุให้กับการนำ “เทคโนโลยีการทำเกษตรกรรมแนวตั้งในอาคาร” มาใช้เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างจริงจัง นายชัยรัตน์ระบุว่า “เรากำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศและพื้นที่เพาะปลูกที่จำกัด การลงทุนในโรงงานผลิตพืชแห่งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่เป็นการลงทุนในอนาคตด้านอาหารของประเทศ” โรงงานแห่งนี้จะใช้ระบบควบคุมสภาพแวดล้อมอัจฉริยะ ตั้งแต่อุณหภูมิ ความชื้น ไปจนถึง “แสงเทียม” แบบเฉพาะเจาะจง ที่ออกแบบมาเพื่อเร่งการเติบโตและเพิ่มสารอาหารในพืช ทำให้สามารถผลิตพืชได้ตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องพึ่งพาสภาพอากาศภายนอก
แน่นอนว่า คำถามที่หลายคนให้ความสนใจคือ “ปลูกผักแนวตั้งคุ้มทุนไหม?” ในมุมมองของนักลงทุนรายใหญ่เช่น เจียไต๋ การลงทุนในเทคโนโลยีเกษตรแนวตั้งนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง การก่อสร้างโรงงานผลิตพืชที่นวนครนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาด และการประหยัดต้นทุนในระยะยาวจากการลดการใช้น้ำ ลดพื้นที่เพาะปลูก และลดความเสี่ยงจากศัตรูพืชและโรคระบาด ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพสูงขึ้นและราคาที่แข่งขันได้
การลงทุนนี้ยังอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อ “ตลาดไท” ซึ่งเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าเกษตรที่สำคัญ การเกิดขึ้นของโรงงานผลิตพืชขนาดใหญ่ที่สามารถป้อนผลผลิตได้ตลอดปี อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการจัดจำหน่ายผักสด และอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผักสดคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น การแข่งขันในตลาดอาจจะสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมและการพัฒนาในอุตสาหกรรมเกษตรกรรมโดยรวม
ต่อไปในอนาคต เราอาจเห็นโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่จำกัดเพียงการผลิตและจำหน่ายวัตถุดิบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรแนวตั้ง ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเกษตรที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิวัติการปลูกพืชครั้งนี้ อนาคตของเกษตรกรรมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งเกษตรกร ผู้บริโภค และความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว